บทที่ 19 7/1

'พ่อจ้ะพี่กรแย่แล้วจ้ะ'

“เกิดอะไรขึ้นอ้ายแก้ว เอ็งเร่งว่ามา”

สิงหเรศออกจากญาณด้วยความร้อนใจเพราะเป็นห่วงศิษย์ของตนคนนี้ยิ่งนัก ถึงทีปกรพอจะรู้คาถาอาคมอยู่บ้างแต่ใช่ว่ารับมือไหว ยิ่งรำพึงที่เป็นดวงวิญญาณอาฆาตยิ่งมีพลังแกร่งกล้าก็อาจจะถูกมันเล่นงานจนถึงแก่ชีวิต

'พี่กรถูกสัมภเวสีกับผู้หญิงคนนั้นเล่นงานจ้ะ' เด็กชายหัวจุกตอบอย่างร้อนรน

“แล้วตอนนี้เจ้ากรมันอยู่ไหน”

‘ไม่ไกลจากที่นี่มากจ้ะ พ่อตามฉันมาเถิดจ้ะ’

เพชรมองทั้งสองสลับกันไปมาไม่ได้รู้สึกกลัวเด็กหัวจุกตรงหน้าเลยสักนิดกลับกันคิ้วหนาได้รูปย่นเข้าหากัน ที่พวกเขาพูดถึงเมื่อครู่นี้หมายความว่าทีปกรโดนผีที่ตามรังควานเขาเล่นงานเช่นนั้นหรือ นี่มันชักจะเกินไปแล้วนะ! เพลิงโทสะเจิดจ้าในดวงตาคู่สวยเมื่อพอจะจับใจความของประโยคสนทนานั้นได้

“ประเดี๋ยวก่อนคุณ ผมขอไปด้วยนะ”

“ไม่ได้!”

“ทำไมล่ะ ผมเองก็เป็นห่วงเพื่อนไม่แพ้คุณเลยนะ” เพชรเอ่ยค้าน อย่างไรเสียทีปกรก็เป็นเพื่อนเขาแล้วอย่างนี้จะให้ตนนิ่งนอนใจได้อย่างไร

“กลับเข้าห้องตัวเองเสียเพชรพรรณาราย” สรรพนามที่เรียกขานอย่างเต็มยศก็มิอาจทำให้เพชรเกรงกลัว

“ไม่ครับ กรเป็นเพื่อนผมนะที่เขาเดือนร้อนก็เพราะผมไม่ใช่หรือคุณ ขอผมไปช่วยเขาด้วยนะ นะคุณ” เพชรค้านหัวชนฝาอย่างไรเสียเขาก็อยากจะออกไปช่วยเพื่อน เพราะตอนเขาเดือนร้อนเป็นทีปกรที่ไม่เคยจะทิ้งเขาไปไหน ทีปกรเป็นเพื่อนคนนี้ที่คอยอยู่ข้าง ๆ เขาเสมอ แม้จะรู้ดีว่าตนเองจะเดือนร้อนก็ตามที แล้วอย่างนี้จะให้เขานิ่งนอนใจรออยู่ที่นี่ได้อย่างไร

'พ่อจ๊ะรีบเถอะจ้ะ' อ้ายแก้วยังคงเร่งเร้าก่อนหน้านี้มันแวบออกไปดูพี่กรมาแล้ว จึงฝากเพทายหนุ่มไว้กับเจ้าป่าเจ้าเขาแถวนั้นให้ท่านช่วยปกปักรักษาร่างที่ไร้สติเอาไว้ เพราะเกรงว่าพวกผีป่าผีตายโหงมันจะย้อนกลับมาเล่นงานทีปกรอีกครั้งถ้าหากว่าพ่อครูไปช้ากว่านี้

“พ่อเพชรเธอฟังฉัน ถ้าเธอยังรั้นอยู่เช่นนี้เป็นฉันเองที่จะไปช่วยเจ้ากรไม่ทัน”

“แบบนั้นคุณก็ให้ผมไปด้วยสิครับ จะได้ช่วยกันอีกแรง”

พ่อครูสิงห์ถอนหายใจ เขารับรู้ได้จากดวงตาคู่สวยว่าอีกฝ่ายโกรธเกรี้ยวเพียงใดแต่จะให้ทำอย่างไรในเมื่อ “ยิ่งเธอไปพวกมันก็จะยิ่งออกมาเล่นงานเธอกัน อย่าลืมสิว่าเธอเองก็ดวงตกอยู่ กลับเข้าไปห้องนอนตัวเองเสียพ่อเพชร ฉันสัญญาว่าทีปกรจะต้องปลอดภัย”

ใบหน้าหล่อเหลาหลุบตามองต่ำอย่างใช้ความคิดก่อนจะพยักหน้ารับ สิงหเรศเองเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเข้าใจแล้วเขาจึงหันหลังเตรียมจะออกไป แต่กระนั้นกลับโดนนิลกาฬหนุ่มคว้าข้อมือเอาไว้

เพชรพรรณารายลอบกลืนน้ำลายมองมือของตนที่จับข้อมือแกร่งอยู่จึงรีบปล่อยในทันที “ผมขอโทษ แค่อยากถามว่าคุณจะไปอย่างไร เอ่อ...หมายถึงคุณขับรถเป็นหรือเปล่า”

พ่อครูสิงห์พยักหน้า ถึงเขาจะมาจากต่างจังหวัดแต่ใช่ว่าเขาจะไม่มีฐานะเสียทีเดียว เรื่องขับรถแค่นี้จึงไม่เหลือบ่ากว่าแรงไปเสียเท่าไหร่

“เช่นนั้นคุณรอผมประเดี๋ยว ผมจะไปเอากุญแจรถมาให้” ว่าแล้วก็รีบกลับไปที่ห้องของตนเองจากนั้นก็หยิบพวงกุญแจที่วางอยู่ตรงลิ้นชักใต้โต๊ะเครื่องแป้งแล้วเดินออกไป

“โชคดีนะคุณ ช่วยเพื่อนผมให้ได้นะ”

พ่อครูสิงห์พยักหน้ารับก่อนจะรีบเดินลงบันไดไปในทันที เพชรยืนมองรถของพ่อครูสิงห์ที่แล่นออกไปผ่านบานหน้าต่างในห้องนอนของตนด้วยความเป็นห่วง เขาได้แต่ภาวนาให้พ่อครูสิงห์ช่วยทีปกรให้ได้ เพราะถ้าหากทีปกรเป็นอะไรไปเพราะช่วยเหลือเขา เพชรคงไม่ให้อภัยตัวเองไปตลอดชีวิต

รถแล่นมาได้ไม่นานนักก็เข้าเขตป่ารกทึบตามที่อ้ายแก้วได้แจ้งเอาไว้ก่อนหน้า สายตาราชสีห์กวาดมองไปรอบ ๆ ก็เห็นว่าถนนเส้นนี้เต็มไปด้วยวิญญาณผีป่า ผีไพร่ ผีตายโหง ตลอดสองข้างทาง แต่พวกมันก็มิอาจทำอะไรสิงหเรศได้เพราะเขานั้นมีร่างจำแลงของพ่อแก่ที่ตนเคารพนับถือคุ้มครองอยู่ กระนั้นเขาก็ยังมีใจเป็นห่วงต่อลูกศิษย์จึงเร่งรถให้เร็วขึ้นหมายจะให้ถึงที่หมายโดยไว ทั้งปากยังเริ่มบริกรรมคาถาเพื่อปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายที่จะตามมา

“สังสิมิมะ สัพพัญญิโก โลมามิ พระยายมราชา ธัมมาจุติ มะอะอุกาโร ท้าวเวสสุวัณโณ พุทโธ กันติ[1]” คาถานี้เป็นคาถาที่พระธุดงค์ใช้สวดเวลาที่จะออกไปธุดงค์ไกล ๆ ที่บางครั้งต้องปักกลดนอนตามป่าตามเขา เป็นการขอบารมีจากพญายมและท้าวเวสสุวัณโณให้คอยคุ้มครองไม่ให้วิญญาณชั่วร้ายหรือสิ่งที่ไม่ดีให้เข้ามากล้ำกราย

“ทางนั้นจ้ะพ่อ พี่กรอยู่ตรงนั้น” อ้ายแก้วชี้มือชี้ไม้ไปยังจุดหนึ่งของถนน ทว่าดวงตาคมกลับพบเพียงรถยนต์ที่จอดทิ้งอยู่ กระนั้นก็ไม่เห็นแม้แต่เงาร่างของศิษย์ประจำสำนักตน สิงหเรศยกมือขึ้นพนมก่อนจะกล่าวขอขมาเจ้าป่าเจ้าเขาให้ท่านได้เปิดทางให้ตนเข้าช่วยลูกศิษย์คนนี้ เมื่อกล่าวจบจึงเกิดแสงสว่างจ้าขึ้นครั้งหนึ่งแล้วจึงเห็นว่ามีท่านเทวดาอารักษ์องค์หนึ่งกำลังยืนเฝ้าร่างที่ไม่ได้สติของทีปกรเอาไว้

สิงหเรศรีบจอดรถแล้วเดินไปหาท่านในทันที จากนั้นทั้งเขาและอ้ายแก้วก็คุกเข่าลงพนมมืออีกครั้ง “ขอบพระคุณท่านเทวดาเจ้าป่าเจ้าเขาที่ช่วยเหลือศิษย์ของกระผมขอรับ” กล่าวจบก็ก้มลงกราบด้วยความเคารพ 

ร่างสีทองเรืองรองยกยิ้มขึ้นบางเบาก่อนจะพยักหน้ารับจากนั้นจึงหายลับไปจากสายตาทิ้งไว้เพียงร่างไร้สติของชายหนุ่ม เมื่อเห็นเช่นนั้นสิงหเรศจึงรีบเข้าไปพยุงร่างนั้นในทันที

“กร เจ้ากร ตื่นเสีย” เรียกเท่าไรทีปกรก็ไม่มีทีท่าว่าจะตื่นขึ้นมาเสียที ความกลัดกลุ้มจึงก่อเกิดขึ้นในใจ 

“ท่าไม่ดีแล้วอ้ายแก้ว รีบกลับเถิด” ว่าแล้วก็พยุงร่างสูงของเพทายหนุ่มขึ้นรถในทันทีเพราะเกรงว่าจะไม่ทันการณ์ ‘จ้ะพ่อ’

[1] คาถาคุ้มภัย ใช้สวดเวลาไปตามป่าตามเขา

บทก่อนหน้า
บทถัดไป